Make your own free website on Tripod.com

 

 

 

 

 

           ปลากะพงแดงน้ำกร่อยเป็นปลาขนาดใหญ่ที่พบทั่วไปในบริเวณทะเลชายฝั่ง ทางอ่าวไทยตอนใต้ ตั้งแต่ชุมพรถึงนราธิวาส และทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ระนองถึงสตูล สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ตามแหล่งน้ำบริเวณป่าชายเลน ตลอดจนแหล่งน้ำกร่อย


ชีวประวัติ
          ปลากะพงแดงน้ำกร่อยมีรูปร่างและลำตัวคล้ายปลากะพงทั่วไปในวงศ์เดียวกัน ฟันซึ่งอยู่บนขากรรไกรตอนหน้าเป็นฟันเขี้ยวมี 2 ซี่ ส่วนฟันตอนใน และฟันบนขากรรไกรล่างเป็นฟันเล็ก คมเกล็ดค่อนข้างโต เกล็ดที่บริเวณแก้มมี 7 ถึง 8 แถว ส่วนเกล็ดบนที่เส้นข้างตัวมีจำนวน 40-47 เกล็ด คลีบหลังเป็นคลีบเดี่ยว คลีบตอนหน้าเป็นก้านคลีบแข็งมี 10-12 อัน ถัดไปเป็นก้านคลีบอ่อน คลีบหางเว้าน้อย สำหรับปลาขนาดเล้กที่ยาวประมาณไม่เกิน 10 เซนติเมตร จะมีแถบลายขวาง 6-7 แถบ และแถบจะจางหายไปเมื่อปลาโตขึ้นกลายเป็นลำตัวสีแดงคล้ำหรือน้ำตาลอมเทา บริเวณใต้คลีบ ตา และสันท้องเป็นสีชมพูอมม่วง บริเวณแก้มเป็นสีส้ม คลีบอกสีขาวเหลือง ส่วนคลีบอื่นๆ มีสีน้ำตาลแดง เป็นปลาที่อยู่ตามหน้าดินและหินกองใต้น้ำในเขตทะเลตื้นๆ ทางชายฝั่ง


นิสัยการกินอาหารตามธรรมชาติ
          โดยธรรมชาติเป็นปลาที่ว่ายน้ำรวดเร็วในระยะสั้นๆ ทั้งปลาขนาดเล็กและปลาใหญ่ แต่เมื่อตกใจจะมุดซ่อนตัวตามมุมกระชังหรือซอกหิน มีนิสัยดุเมื่อยังเป็นปลาวัยรุ่น ฉนั้นถ้านำลูกปลาเล็กที่ขนาดไม่เท่ากันมาเลี้ยงไว้ในที่เดียวกันปลาตัวใหญ่จะกินปลาเล็ก ถึงแม้ว่าจะให้อาหารพอเพียงแล้วก็ตาม แต่นิสัยดังกล่าวจะหายไปเมื่อปลาโตขึ้น


การอนุบาลลูกปลา
           ลูกปลาขนาดเล็กมักจะอ่อนแอไม่มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้เท่ากับปลาขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมดังกล่าวได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระดับความเค็ม กระแสน้ำ และอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งจะเกิดโรคได้ง่ายถ้าการถ่ายเทน้ำไม่ดี อาหารที่ให้ในระยะแรกๆ สำหรับปลาที่มีขนาดความยาวเฉลี่ย 4.24 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.73 กรัม ควรฝึกหัดให้กินอาหารตาย เช่น กุ้งเคย กุ้งฝอย เนื้อปลาสับละเอียด ให้สังเกตุว่าปลาหยุดกินก็พอและดูดเอามูลเศษอาหารที่เหลือออกทิ้งทุกวัน ลูกปลาระยะนี้โตเร็วมาก


การดูแลรักษาปลาในกระชัง
            ต้องดูแลกระชังให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยอยู่เสมอ เมื่อตรวจพบว่า ส่วนใดชำรุดต้องรีบซ่อมแซมเพื่อป้องกันการสูญหายของปลาที่เลี้ยง และต้องมีการทำความสะอาดอยู่เสมอเพื่อให้การถ่ายเทของน้ำเป็นไปโดยสะดวก สำหรับวิธีการให้อาหารก็เหมือนกับการเลี้ยงปลาในกระชังชนิดอื่นๆ คือให้ทีละน้อยจนกว่าปลาจะอิ่ม การให้อาหารควรหว่านให้กระจายให้ทั่วเพื่อป้องกันการเข้ามาแย่งอาหารกัน หรืออาจจะเกิดบาดแผลซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ปลาเป็นโรคแทรกแซงได้ และควรสังเกตุว่าเมื่อปลาไม่กินอาหารแล้วควรหยุดให้อาหารทันที เพื่อป้องกันเศษอาหารตกถึงก้นกระชังและเป็นสาเหตุให้ปูเข้ามาทำลายกระชัง ปลากะพงแดงที่นิยมเลี้ยงกันมี 2 ชนิด คือ Lutjanus johni และ Lutjanus argentimaculatus เป็นปลาที่ได้จากการรวบรวมพันธุ์จากธรรมชาติอย่างเดียว โดยเฉพาะ Lutjanus johni สามารถรวบรวมได้ตั้งแต่ขนาดความยาว 2-3 นิ้วขึ้นไป การเลี้ยงปลาชนิดนี้ ในปัจจุบันนิยมเลี้ยงกันในกระชังเท่านั้น


ข้อดีของการเลี้ยงปลากะพงแดง
      1. เลี้ยงง่าย โตเร็ว ราคาดี (ราคาดีกว่าปลากะพงขาว) ทนทานต่อโรค
      2. Lutjanus johni สามารถทนทานต่อความเค็มในช่วงกว้างกว่าปลากะรัง ส่วน Lutjanus asgentimaculatus มีความทนทานต่อความเค็มได้เช่นเดียวกับปลากะรัง
ข้อเสียของการเลี้ยงปลากะพงแดง
ปลากะพงแดงเป็นปลาที่หาพันธุ์ได้ยาก เนื่องจากการเพาะขยายพันธุ์ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงต้องอาศัยการรวบรวมพันธุ์จากธรรมชาติ
อัตราความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง และขนาดของตากระชังที่เหมาะสมอายุปลาที่เลี้ยง ขนาดปลา(กรัม) จำนวนปลาในกระชัง

อาหาร
           ปลากะพงแดงเป็นปลาที่สามารถกินอาหารได้หลายชนิด ในขณะที่ยังมีขนาดเล็กระยะเป็นลูกปลาจะกินอาหารจำพวกแพลงก์ตอนสัตว์ Zooplankton และเมื่อโตขึ้นมาอีกระยะหนึ่งจะเปลี่ยนอาหารไปเป็นมากสัตว์หน้าดินขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง เคย ลูกปู ลูกปลาหมึก และเมื่อปลาโตเข้าระยะเต็มวัย มันสามารถกินปลาตายและปลาขนาดเล็กชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล
ดังนั้นอาหารที่ผู้เลี้ยงสามารถนำมาให้ปลากะพงแดงที่เลี้ยงในกระชังคือ ปลาสด และอาหารสำเร็จรูป ปลาสดที่ใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ปลาลิง ปลาหลังเขียว ปลากะตัก และปลาชนิดอื่นๆที่ราคาไม่สูง บางครั้งอาจใช้ปลาแช่แข็ง แต่ต้องนำมาล้างด้วยน้ำทะเล 3-4 ครั้ง เพื่อกำจัดน้ำมันตามผิวตัวปลาออกก่อนนำไปบดให้ปลากิน
กรณีที่ใช้อาหารสำเร็จรูป จะเน้นความสำคัญในการเลือกอาหารที่มีอัตราของส่วนผสมวัตถุดิบอาหารโดยมีส่วนผสมโปรตีน 40-45% ไขมัน 3-6% คาร์โบไฮเดรทต่ำกว่า 20% นอกจากนี้ยังมีวิตามินแร่ธาตุอีกหลายตัวเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย


โรค
ชนิดของโรคพยาธิที่พบในลูกปลากะพงแดง
      1. Cryptocaryon sp. เป็นโปรตัวซัวที่ทำให้เกิดโรคจุดขาว (White spot) พบจากเมือกตามลำตัว และบริเวณซี่เหงือก อาการของปลาที่เป็นโรคจะมีจุดขาวเล็กๆตามลำตัว คลีบต่างๆ และซี่เหงือก ปลาว่ายน้ำผิดปกติ หายใจโดยเปิดเหงือกกว้าง ไม่กินอาหาร และตายในที่สุด
      2. Trichodina sp. เป็นโปรโตซัวที่ทำให้เกิดโรค Trichodiniasis ตรวจพบบริเวณซี่เหงือกและเมือกตามลำตัว อาการของปลาที่เป็นโรคคือลำตัวคล้ำกว่าปกติ คลีบหางแหว่ง ขาด และมีบาดแผล ถ้าเกาะที่เหงือก เหงือกปลาจะอ้าช่องปิดเหงือกตลอดเวลาขณะว่ายน้ำ
      3. Monogeneatic trematode ทำให้เกิดโรค gill fluke disease อาการคือ ปลาจะมีลำตัวคล้ำ และมีบาดแผลบริเวณที่ Monogenea อาศัยอยู่ ปลาจะว่ายน้ำผิดปกติ โดยจะลอยขึ้นมาหายใจบริเวณผิวน้ำเกิดจากการที่ Monogenea ใช้ส่วน hook ยึดติดกับบริเวณซี่เหงือกทำให้ปลาหายใจไม่สดวกเนื่องจากการแลกเปลี่ยน gas ลดน้อยลง

ปลากะพงแดง